คำตอบจากดังตฤณ: ฉบับวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๘
ไปที่หน้า ก่อนหน้า  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7  ถัดไป >> หน้าแรกดังตฤณวิสัชนา
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้เขียน ข้อความ
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:06   ตอบโดยอ้างข้อความ

แก้ว พิมพ์ว่า:
คุณพ่อใช้ชีวิตคนเดียวมาตลอดเกือบ 20 ปี แต่ตอนนี้ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ต้องมาอยู่กับลูกๆ
แต่ท่านมีนิสัยเอาแต่ใจ ดื้อ เชื่อมั่นตัวเองสูง ไม่สนใจความรู้สึกลูก
ลูกได้เล่าพฤติกรรมของพ่อให้เพื่อนฟัง เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง? จะทำอย่างไร ให้ท่านเข้าใจลูกบ้าง เราควรคิดต่อท่านอย่างไร +ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ Crying or Very sad


ปัญหาทำนองนี้ไม่มีคำตอบตายตัวครับ
เพราะแนวทางการแก้ปัญหาไม่ใช่ "วิธีการแบบจำเพาะเจาะจง"
แต่เป็น "ศิลปะการใช้ใจเข้าถึงใจ"

ตามแนวทางของพรหมวิหาร ๔
คุณควร "ทำใจ" ไว้ดังนี้

๑) มีความคิดเมตตา ไม่ใช่หมายถึงเอ็นดูผู้หลักผู้ใหญ่เหมือนเด็กๆ
แต่หมายถึงการที่เราตั้งจิตไว้เป็นสุข ไม่ปล่อยให้จิตจมปลักอยู่กับความโกรธ
และคิดถึงท่านแต่ในทางดี เอาความจริงที่ว่าท่านคือผู้มีพระคุณสูงสุดไว้เป็นที่ตั้ง
เมื่อคิดถึงใครในทางดี เราย่อมมีแต่ความปรารถนาจะให้เขาเป็นสุข
มีความสบายใจ ไม่มีทุกข์ต้องแบก ข้อนี้คือการทำใจในระดับความคิด

๒) พูดและทำด้วยกรุณา คือทำพร้อมทั้งในขั้นพื้นฐาน
เช่นเลี้ยงดู ซื้อของใช้ หรือทำกิจธุระเล็กใหญ่ให้ท่าน
นอกจากนั้นคือใช้วาจาที่เหมาะสม
ถึงท่านเอาแต่ใจอย่างไรก็มีวาจาที่เกื้อกูล ไม่หักหาญน้ำใจตรงๆ
หากมีโอกาสชวนไปทำบุญให้ร่วมมีจิตใจเยือกเย็นด้วยกันบ้างได้ก็ดี
ข้อนี้คือการทำใจในระดับพร้อมจะส่งคำพูดและการกระทำในทางดีต่อกัน

๓) คิดยินดีในเรื่องที่ชอบที่ควร อย่าขัดคอให้เสียน้ำใจตรงๆ
ถ้าเห็นท่านพูดดีเมื่อใดก็อย่าช้า ให้ทำใจคล้อยตามและสนับสนุนทันที
สั่งสมให้มากแล้วก็เป็นปัจจัยให้จิตปรับเข้าหากันได้มากอย่างที่อาจคิดไม่ถึง
ข้อนี้คือการทำใจในระดับความคิด คำพูด และการกระทำที่คล้อยตามกันในทางดี

๔) คิดวางอุเบกขา ในจังหวะที่ไม่ทราบจะปรามท่านอย่างไร
ไม่ให้ท่านคิดผิด พูดผิด ทำผิด
ก็ให้ตั้งความคิดไว้ว่านั่นเป็นการสั่งสมนิสัยมาของท่าน
เราไม่ได้ไปช่วยท่านสั่งสมนิสัยแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่
แม้ควรสลดใจที่เห็นท่านทำจิตตัวเองหมอง
จิตเราก็ควรทรงอยู่ในสภาพวางเฉย
เพราะแม้จิตเราหมองไปกับท่านด้วย ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา
แต่ถ้าใจเราวางเฉย เราจะยังคงมีสติ มีกำลังกายกำลังใจ
ที่จะเห็นแจ่มแจ้งว่าช่องทางช่วยเหลือท่านอยู่ตรงไหน
ข้อนี้คือการทำใจในระดับความคิดเป็นหลัก

เมื่อฝึกมีอุเบกขาเห็นโลกตามจริงได้พักหนึ่ง
คุณจะตอบตัวเองได้ครับว่าทุกสิ่งและทุกคนต่างมีที่มาที่ไป
กรรมที่แต่ละคนสั่งสมไว้นั่นแหละ คือกรงขังให้ใครต่อใครติดอยู่
ถ้าคุณหาทางออกจากกรงได้ ก็อาจกลับมาช่วยท่านออกจากกรงได้เช่นกัน
ถ้ายังไม่เคยอ่าน ลองอ่าน วิปัสสนานุบาล ดูนะครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:06   ตอบโดยอ้างข้อความ

พุทธศิษย์ พิมพ์ว่า:
ขออีกช่องครับ

หากผมจะนำเนื้อความในหนังสือของอาจารย์ตุลย์ไปเผยแพร่ ในเว็บบอร์ด อาจารย์จะอนุญาติหรือป่าวครับ

ผมอยากให้ เด็กๆรุ่นเดียวกับผมหันมาสนใจเรื่องดีๆที่เป็นประโยชน์แบบนี้

อันที่จริงผมเอาไปเผยแพร่แล้วแต่ยังไม่ได้ขออนุญาติหวังว่า อาจารย์คงเมตตานะครับ
http://board.dek-d.com/board/view.php?id=430503


อนุญาตและอนุโมทนาด้วยปีติร่วมกันครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:06   ตอบโดยอ้างข้อความ

นัท พิมพ์ว่า:
รบกวนถามคุณดังตฤณเรื่องอาการที่เราเรียกกันว่าผีอำที่เกิดขึ้นเวลาที่เราหลับค่ะ บางคนบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายเราล้า และสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผีหรือวิญญาณ
แต่ในทางพุทธศาสนาเราล่ะคะ มีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยไหมคะ ว่าเกิดขึ้นจากอะไร


สำหรับคำอธิบายทางพุทธศาสนานั้น
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า "คำอธิบาย" มาตรฐานจริงๆแล้ว
หมายถึงสิ่งที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก
ซึ่งมีถ้อยคำของผู้รู้จริงสูงสุดคือพระพุทธเจ้าเอาไว้

ปัญหาคือพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสเหวี่ยงแหไปทุกเรื่อง
แล้วก็ไม่ได้มีใครซักถามท่านหมดทุกประเด็น
เช่นกรณีผีอำนี้ เท่าที่ผ่านตาผมไม่เคยเจอ
ฉะนั้นก็ต้องเอาคำอธิบายแบบคนพุทธรุ่นหลังที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นประกัน
ซึ่งก็ต้องดูว่าคนอธิบายปฏิบัติธรรม
ประพฤติตนตามพระพุทธเจ้ามาได้มากน้อยเพียงใด

ตามความเห็นของผม กรณีผีอำส่วนใหญ่เป็นอาการทางประสาทนะครับ
จะเกี่ยวกับระบบลมหายใจติดขัดชะงักเสียมาก
เช่นนอนในท่าที่จะทำให้หายใจลำบาก
หรืออาจมีส่วนกำเกร็ง มีคลื่นรบกวนจากสภาพฝันที่ไม่ปกติ
หรือเป็นโรคหอบหืด เป็นภูมิแพ้ หายใจขัดอยู่โดยเดิม
และมีผลข้างเคียงให้ระบบการทำงานของร่างกายบางส่วนสะดุดชะงักลง
เช่นกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีอะไรกดทับ

แต่ก็จะมีกรณีที่สิ่งลึกลับภายนอกเข้ามากระทำได้จริงๆเหมือนกัน
โดยจะมีการเลือกเอาฤกษ์ปลอดจากบุญคุ้มกันเป็นจังหวะลงมือ
กรณีนี้จะรู้สึกชัดว่าเป็นพลังจากภายนอก
มีกระแสประทุษร้ายจากภายนอกปรากฏเข้มข้นชัดเจน
(สัมผัสประทุษร้ายคือจุดต่างระหว่างเจอของจริงกับเจอประสาทรวน)
โดยมากมักเล่นงานที่จุดอ่อนต่างๆเช่นหลอดลมหายใจและหัวใจ
แต่หากสวดมนต์อิติปิโสฯจนขึ้นใจ
กระทั่งสามารถระลึกถึงได้ในขณะฝัน
อันนี้ก็หน่วงกระแสกุศลสว่างมาช่วยได้ทันครับ

สำหรับคำตอบของผมเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ
ขออย่านับเป็นข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้เต็มร้อยนะครับ
เพราะผมไม่เคยได้ใบรับประกันจากผู้เชี่ยวชาญภูตผีปีศาจที่ไหนสักแห่ง
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:06   ตอบโดยอ้างข้อความ

siwadee พิมพ์ว่า:
การปฎิบัติธรรมแบบอานาปนสติ โดยกำหนดลมหายใจเข้า-ออกนั้น ขณะปฏิบัตไปสักพัก แล้วมักมีความคิดเรื่องงานหรือกิจที่จะต้องทำในวันต่อไป ครูบาอาจารย์ให้ตามความคิดนั้นได้ แต่จิตกลับเริ่มหลุดจากลมหายใจ แล้วอย่างนี้จะให้ปฏิบัติอย่างไร จะสงบเป็น สมถะ หรือให้ยกจิตพิจารณา เป็นวิปัสสนา หรือว่ากำลังฟุ้งไปไม่ก้าวหน้า


ในจังหวะที่รู้ลมหายใจได้ถนัด ค่อยรู้ลมหายใจไป
เมื่อต้องคิดเรื่องงานก็คิดไปตามปกติครับ
อย่าคิดเรื่องงานไป รู้ลมหายใจไป
ยกเว้นแต่ว่าจิตมีความชินกับลมหายใจ
กระทั่งศูนย์กลางการรับรู้อยู่ที่ลมได้เอง
และสามารถคิดเรื่องงานไปด้วยโดยไม่ลืมลมหายใจเป็นระยะๆ


ในขั้นที่จิตยังไม่ตั้งมั่น ยังไม่เป็นอัตโนมัติกับการรู้ลมได้โดยปราศจากความฝืน
อย่าเพิ่งไปคิดว่านั่นเป็นสมถะหรือวิปัสสนา
ขอให้คิดว่านั่นเป็นหลักเริ่มของการตั้งจิตให้จับอารมณ์เป็น
ไม่หลงเลื่อนไหลไปสู่ความฟุ้งซ่านสุ่มส่งง่ายนัก
พอเราเริ่มรู้อารมณ์ชัด ความไม่เที่ยงและความไม่ใช่ตัวตนของอารมณ์
ก็จึงค่อยสามารถปรากฏชัดได้

สรุปคือถ้าจะจับลมก็จับไป อย่ามัวพะวงถึงการคิดเรื่องอื่น
แต่ถ้าต้องคิดเรื่องอื่น ก็อย่าพะวงถึงลม
ขอให้รู้ว่ากำลังต้องทำอะไรหรือควรรู้อะไรที่ปรากฏเด่นเฉพาะหน้า
แล้วแข็งแรงถึงจุดหนึ่งจะพบเองครับว่าจิตของเราลาดลึกได้หลายมิติ
รู้อย่างเดียวหรือรู้ผสมๆกันไปโดยไม่ขาดสติได้

แต่เวลาจะเห็นอนิจจังหรือความเป็นอนัตตาของอารมณ์
อันนี้จิตต้องรู้เพียงอารมณ์เดียวนะครับ
จะมีหลายๆอย่างรบกวนหรือแทรกแซงกันไม่ได้
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:06   ตอบโดยอ้างข้อความ

แป้น พิมพ์ว่า:
ตอนนี้อยู่กับแม่และพี่แต่มักมีเรื่องให้ทะเลาะกันกับแม่ เราก็พยายามไม่พูดไม่เถียงแต่บางครั้งคำพูดของแม่ก็ทำให้เรามีอารมณ์โกรธขึ้นมาบ้างก็จะประชดประชันทำเสียงดังโครมครามคืนบ้างและคิดเสมอว่าอยากจะออกไปอยู่ที่อื่น อยากทราบว่าทำเช่นไรจึงจะระงับความโกรธนี้เสียได้ แล้วการทำเช่นนี้กับแม่เป็นบาปมากหรือไม่


วิธีระงับความโกรธคือระลึกถึงพระคุณท่านบ่อยๆครับ
และต้องทำให้อยู่ในใจเราจริงๆ
จึงจะเอาชนะความไม่พอใจเสียได้

เอาชนะความโกรธไม่ได้ไม่เป็นไร
เอาชนะความผูกใจเจ็บ เอาชนะความน้อยใจให้ได้ก็แล้วกัน
ตอนขัดเคืองกันคงให้นึกถึงด้านดีของอีกฝ่ายได้ยาก
ฝากให้อ่านกลอนที่ผมเคยแต่งไว้ในวันแม่ปีหนึ่ง
ถือเป็นคำปลอบประโลมทุกครั้งที่รู้สึกเหมือนทนไม่ไหวนะครับ

---------- แม่ผู้มีพระคุณ ---------

เงินร้อยแจกเขาแลกหนึ่งคะแนนเสียง
เงินพันเลี้ยงมื้อหรูเอ็นดูหลาย
เงินหมื่นแปรเป็นแก้วแหวนประดับกาย
เงินแสนจ่ายได้ยานยนตร์น่าสนใจ

ยิ่งให้มากคงอยากไหว้เขาง่ายขึ้น
ยิ่งเมามึนเงินล้านกรานกราบไหว
ยิ่งซาบซึ้งตะลึงลานสำราญใจ
ยิ่งอยากให้อะไรตอบเพื่อขอบคุณ

เงินร้อยพันยันหมื่นชื่นแค่ไหน
เมื่อเขาให้ยังใจเต้นเป็นว้าวุ่น
แต่ใครเล่าเขาให้เราด้วยการุณย์
เท่าพระคุณแม่ให้มีชีวิตมา

พระคุณแม่แพ้อะไรในสามโลก
แต่น่าโศกโลกไม่เห็นเป็นห่วงหา
ที่ห่างเหินเมินแม่กระไรนา
อย่าชักช้าชะล่าใจให้สายเกิน

---------- แม่ผู้ก่อภพชาติ ----------

แม่ผู้มอบกายเนื้อเยื่อใยรัก
เรารู้จักแลพักตร์คล้ายละม้ายเหมือน
เอาสิ่งใดให้เว้นแต่แค่ดาวเดือน
แม่ลากเลื่อนเคลื่อนมาตั้งเรานั่งรอ

แม่ผู้ก่อภพชาติประหลาดนัก
ไม่รู้จักพักตร์คล้ายอะไรหนอ
ท่านแอบเร้นหรือเห็นชัดถนัดพอ
เหมือนเล่นล้อขอจงล่าหาให้เจอ

เราตระเวนเกิดตายเป็นหลายครั้ง
ตราบกระทั่งฟังพระพุทธจึงหยุดเพ้อ
พบหน้าแม่ที่แท้จริงต้องนิ่งเก้อ
ก็ละเมอเผลอหลงตลอดมา

อันดวงจิตติดต่อจ่อสร้างภพ
เพราะประจบคบกันกับตัณหา
จึงกำเนิดอุปาทานแต่นานนา
ละตัณหาฆ่าชาติภพสบนิพพาน
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:06   ตอบโดยอ้างข้อความ

แป้น พิมพ์ว่า:
มีปัญหาอีกอย่างคือพ่อแม่เลิกกันนานแล้วเป็นการจากกันที่ไม่ดีเท่าไหร่และลูกทุกคนแทบจะเรียกว่าไม่ชอบพ่อเลยตัวดิฉันพยายามเลิกคิดไม่ดีกับพ่อแล้วแต่เมื่อได้รับข่าวหรือได้ยินคำพูดของใครที่พูดไม่ดีกับพ่อกลับรู้สึกสมน้ำหน้าอยู่ในใจและบางครั้งก็พูดต่อความนั้นในทำนองทับถมพ่อตัวเองอีก บาปมากมั้ยคะ


ความรู้สึกสมน้ำหน้าก็คือการมีใจผูกเวรนั่นเองครับ
การผูกเวรนั้น จิตอยู่ฝ่ายอกุศล
ผลที่จะได้รับคือการไม่เลิกแล้วต่อกัน
และจะทำให้ไปเกิดเป็นลูกของคนที่จะก่อความรู้สึกไม่ดีให้กับเราอีก
เพื่อให้แก้ตัวหรือซ้ำเติมตัวเองอีก
ต้องมีสักชาติใดชาติหนึ่งที่ใจเราหลุดจากพันธนาการของภัยเวรด้วยอโหสิ
และก็ขอให้เป็นชาตินี้ที่เราพบพระพุทธศาสนา
ซึ่งพระศาสดาแจกแจงกรรมและวิบากไว้ดีแล้ว
ชี้ทางสว่าง ทางตรง ทางที่ถูกที่สุดให้เราแล้ว

ขอให้อ่าน คำถามที่ ๒ ของเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวฉบับวันที่ ๑๕ ประกอบด้วยนะครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:07   ตอบโดยอ้างข้อความ

อยากเรียนแต่ท้อ/ถอยไม่ได้ พิมพ์ว่า:
อยากเตือนตัวเองให้มีสติในการทำงานให้สำเร็จค่ะ เพราะกังวลและวิตกตลอดเวลาว่าเราทำไม่ได้ ไม่เก่งพอทำงานอะไรส่งอาจารย์ก็ไม่แน่ใจ ขณะอ่านหนังสือก็ไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือได้นาน เหนื่อยกับความคิดฟุ้งซ่านจนไม่รู้ว่าอ่านอะไร นึกกังวล นึกเปรียบเทียบ คิดแต่ว่าเราไม่สามารถทำได้ รู้สึกแย่มากๆค่ะ
Sad Crying or Very sad Question Confused Mad Crying or Very sad Crying or Very sad


ข้อจำกัดของระบบการศึกษาในโลกมนุษย์นั้น คือการที่ไม่สามารถจัดหาวิชาความรู้ที่ถูกจริตมาป้อนให้กับนักเรียนแต่ละคนโดยเฉพาะ พวกเราถูกตีกรอบให้เรียนกว้างๆแบบรู้รอบตัวมาเหมือนๆกัน และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เริ่มต้องเลือกว่าจะเข้าลึกไปในทางสาขาวิชาชีพใด จะพร้อมหรือไม่พร้อม จะรู้จักหรือยังไม่รู้จักตัวเอง ก็ต้องกัดฟันเดินหน้ากันท่าเดียว

ความมีใจรักนั้นเป็นตัวตั้งต้นที่สำคัญมาก หากปราศจากใจรักในการทำอะไรสักอย่าง คนเราจะขาดความเต็มใจหมั่นเพียร และเมื่อขาดความเต็มใจหมั่นเพียรก็ยากจะฝักใฝ่ ทุ่มกำลังและออกแรงคิดค้นหาทางพัฒนาความฉลาดในด้านนั้นๆ แต่ความจริงที่ปรากฏก็คือ น้อยคนจะ 'โชคดี' มีโอกาสเรียนสิ่งที่ใจรักจริงๆ ตั้งแต่ระดับประถมไปจนถึงมหาวิทยาลัย เราได้ยินเสียงวัยรุ่นบ่นกันเสมอว่าไม่รู้ตัวเองชอบอะไร อยากทำงานด้านใด โดยมากจะตามๆกัน ทั้งการเรียนและการทำงาน

การมีใจรักสาขาวิชาชีพอันใดอันหนึ่งนี้ ถ้าพูดโยงไปถึงอดีตกรรมในปางก่อน ก็ต้องบอกว่าเคยอุทิศตนให้กับสาขาอาชีพนั้นๆ เคยเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาขาวิชาชีพนั้นๆแก่สังคมในวงกว้าง ตลอดจนเคยคิดค้นพัฒนาให้สาขาอาชีพนั้นๆเจริญขึ้น ชีวิตปัจจุบันจึงเกิดมาพร้อมกับคำว่า 'โชคดี' มีพรสวรรค์ มีใจรักอาชีพนั้นๆโดยไม่ต้องมีใครบังคับ แค่ดูๆจับๆหน่อยก็กลายเป็นคนเก่ง คนมีความรู้รอบแตกฉานเกินใครๆรอบตัวได้

ความมีใจรักและความสามารถที่โดดเด่นจะก่อให้เกิดความมั่นใจในตนเอง แล้วก็กลายเป็นอีกชาติที่คร่ำหวอดจนช่ำชองในวงการเดิมๆของตน เรียกว่าถ้าอดีตเคยประกอบเหตุไว้ให้ชาตินี้โชคดีมีพรสวรรค์และความสามารถสำเร็จรูปแต่ต้นวัย ก็ลอยลำสบายไปอีกชีวิตหนึ่ง ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องเสี่ยงเลือก ไม่ต้องบีบบังคับตัวเองให้ต้องทรมานทรกรรมกับการศึกษาเล่าเรียนสิ่งที่ไม่อยากรู้อยากเห็นเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าชีวิตปัจจุบันเราไม่สามารถปลูกฝังความรักในวิชาชีพเอาเสียเลย หนึ่งชีวิตมนุษย์มีศักยภาพสูงมากครับ ขอเพียงเข้าใจกลไกทางจิต ว่าทำอย่างไรจึงจะคิดรักวิชาความรู้ที่เราเลือกแล้ว ป๊อบแป๊บเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนจากคนไม่เก่งมาเป็นคนเก่ง เปลี่ยนความรู้สึกทอดอาลัยตายอยากแบบคนกำลังเดินทางรอนแรมกลางทะเลทรายไร้จุดหมาย มาเป็นคนมีกำลังวังชาตาตื่นที่เห็นจุดหมายอยู่แค่เอื้อมได้

ผมเข้าใจดีว่าคุณกำลังเซ็งมาก เพราะฉะนั้นเริ่มจากตรงนั้นก่อน ความเซ็งเกิดจากทัศนคติที่ไม่ดี ทัศนคติที่ไม่ดีคือผลรวมของประสบการณ์ด้านลบหลายๆอย่าง เช่นวิชายาก เรากำลังอยากสนุกแต่ต้องมาเป็นทุกข์กับเรื่องยากๆที่ไม่ชอบ สอบแล้วก็ไม่ได้คะแนนเป็นที่น่าชื่นใจ จะเข้าใจแต่ละบทต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทนซ้ำทนซากแล้วก็เหมือนย่ำกับที่ ไม่ถึงปีจบเสียที ฯลฯ

เจออะไรโหดๆ ขมๆ ไม่หวานชื่นมา ก็ต้องเกลียดหรือรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กันเป็นธรรมดา ยิ่งใจบอกว่าต้องเปิดหนังสืออ่าน มือก็หนัก ปกหนังสือก็หนัก สายตาก็ไม่อยากทำหน้าที่ ความรู้สึกภายในมีแต่ลบกับลบ ฉะนั้นโจทย์คือทำอย่างไรจะเอาชนะความรู้สึกด้านลบที่มีต่อหนังสือหนังหาได้

มองให้เห็นตามจริงว่าใจคุณกำลังแข็งกระด้าง ตั้งตนเป็นศัตรูกับหนังสือ เป็นศัตรูกับความรู้ในหนังสือ ความรู้สึกโดยรวมจึงกลายเป็นตุ้มถ่วงไม่ให้สายตาเปิดรับหนังสือ และเป็นกำแพงกั้นขวาง ไม่ยอมปล่อยให้ตัวหนังสือเข้ามาถึงใจเรา

เมื่อเห็นตามจริงด้วยมุมมองดังว่าแล้ว ก็ต้องหาทางเปลี่ยนใจที่กระด้างให้กลับอ่อนโยนลง และ เปลี่ยนท่าที่ของศัตรูมาเป็นมิตร หรือให้ยิ่งกว่านั้นคือยอมตัวหัวอ่อนลงเป็นศิษย์ อุบายง่ายที่สุด ลัดสั้นเห็นผลเร็วที่สุดที่จะทำจิตให้เป็นเช่นนั้น ก็คือยกมือพนมไหว้หนังสือสวยๆ ด้วยใจจริงที่อ่อนน้อมเหมือนไหว้ผู้ใหญ่ที่เราเคารพ

เมื่อใดที่ไหว้ เมื่อใดที่ใจน้อมจริงๆ ยอมตัวแล้วจริงๆ ความฝืนจะหายไปชั่วขณะหนึ่ง ให้ฉวยโอกาสนั้น คุณอาจก็ลองอธิษฐานกำกับไปด้วย ว่าขอความมีจิตใจที่นุ่มนวลลงด้วยการไหว้นี้ จงเป็นช่องทางเปิดรับวิชาความรู้จากหนังสือโดยง่าย

ที่ผมให้อธิษฐานอย่างนี้ ความจริงก็คือให้จิตเห็นหลักความจริงนั่นเอง ความจริงที่ว่าเมื่อกำแพงพังลง ความรู้ก็ไหลบ่ามาเข้าสมองง่ายขึ้น

พอยอมอ่านหนังสือ อ่านแล้วเข้าใจ เข้าใจจนจบ จบแล้วสนุกได้ครั้งหนึ่ง กำลังใจก็จะทวีขึ้นนิดหนึ่ง พอคราวหน้าถึงเวลาต้องอ่านหนังสือ นึกถึงหนังสือแล้วก็จะอยากไหว้ อยากเปิดอ่านอีก ในที่สุดคุณจะพบความจริงที่ว่า ความเคารพในวิชานั่นแหละชนวนแห่งการยอมรับ เมื่อยอมรับก็สนใจ เมื่อสนใจก็ฝักใฝ่ เมื่อฝักใฝ่ก็เริ่มฉลาดขึ้น แล้วนำไปสู่ความมั่นใจ รู้สึกเป็นกันเองกับวิชา จนที่สุดก็มีใจรักอย่างแท้จริง ลงหลักปักฐานหยั่งรากลึกอย่างถอนไม่ขึ้น

ผมคงแนะนำแนววิธีเพื่อการเรียนดีทั้งหมดภายในพื้นที่จำกัดไม่ได้ ก็ได้แต่คัดเลือกจุดที่จะทำให้คุณเริ่มต้นด้วยก้าวเดินที่ง่ายหน่อยเท่านั้น หวังว่าคงช่วยนะครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:07   ตอบโดยอ้างข้อความ

แป้น พิมพ์ว่า:
การคิดไม่ดีกับพ่อแม่รึเปล่าที่ทำให้การปฏิบัติธรรรมไม่คืบหน้าอย่างที่ต้องการ ควรจะจัดการกับความคิดในใจอย่างไรดีคะ ขอบคุณค่ะ


เป็นไปได้ครับ
เพราะพ่อแม่เป็นที่ตั้งของกรรมหนักทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้าย
เมื่อเราอยู่ข้างกรรมหนักฝ่ายร้าย ก็ย่อมขัดขวางความเจริญทั้งปวง
ไม่ใช่เฉพาะการปฏิบัติธรรมเท่านั้น
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:07   ตอบโดยอ้างข้อความ

ปุญญ์ พิมพ์ว่า:
เปิดมาครึ่งวันก็ ๕๙ โพสท์แล้ว
พี่จะตอบไหวเหรอคะเนี่ย...

สมมติตอบคำถามละ ๑๐ นาที
แค่ ๕๙ คำถามก็ใช้เวลา ๕๙๐ นาทีหรือ ๑๐ ช.ม.แล้ว
พี่ต้องอุทิศเวลากว่าเดิมเป็นหลายเท่า
เพื่อไขความกระจ่างสร้างสัมมาทิฏฐิให้ผู้แสวงหา
ทุกอาทิตย์ไม่นับงานเขียนประจำ


บางคำถามที่ช้าเพราะใช้เวลาคิดนานกว่าเขียน
หรือใช้เวลาแก้นานกว่าเขียนคร่าวๆครั้งแรก
เพราะฉะนั้นต้องขออภัยสำหรับความล่าช้านะครับ
พอเปิดรับคำถามครั้งต่อไปคงจำเป็นต้องจำกัดจำนวนคำถาม
เพื่อให้ตอบได้ครบหมดในวันเดียวตามจุดประสงค์เดิม
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:07   ตอบโดยอ้างข้อความ

นภาพร ชาตยานนท์ พิมพ์ว่า:
สวัสดีค่ะ คุณดังตฤณ
ดิฉันมีคำถามที่สงสัยมากอยู่ 1 คำถามคือ มีคนที่รู้จักที่พยายามทำบุญทุกอย่างไม่ว่าใครจะบอกบุญ หรือทำเองอย่างเต็มที่ บางครั้งดิฉันรู้สึกเหมือนเขาหลงในการทำบุญ ในขณะที่มองภายนอก เขาเหมือนคนมีทุกข์ ในใจตลอดเวลา อยากรบกวนช่วยอธิบายให้กระจ่างด้วยค่ะ

ขอบคุณทุกคำตอบที่ตอบทุกคน

นภาพร Question


ก่อนอื่นต้องมองว่าความหลงใหลในการทำบุญนั้น
ดีกว่าความหลงใหลในการทำบาปและการหมกมุ่นกับอบายมุข
และเหตุผลของการทำบุญของแต่ละคนก็แตกต่างกัน
บางคนอยากพ้นทุกข์ อยากให้อะไรๆในชีวิตดีขึ้น
แล้วเชื่อว่าการทำบุญมากๆเป็นหนทางแก้ไข
บางคนก็เชื่อมั่นว่าชาติหน้ามีจริง
ทำบุญมากๆแล้วชาติหน้าจะได้ดีขึ้น
โดยหมดอาลัยตายอยาก ไม่หวังให้ชาตินี้ดีกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว

ความจริงคือ ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นพื้นฐาน
การทำบุญจะนำไปสู่ความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต


ก่อนอื่นต้องรื้อความเข้าใจกันใหม่ ว่าการทำบุญนั้นมีถึง ๓ ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
๑) บุญอันเกิดจากการสละให้
เพ่งเอาการกำจัดความตระหนี่และความพยาบาท
ซึ่งเป็นด่านกักกันไม่ให้ความสุขภายนอกเข้า และไม่ให้ทุกข์ภายในออก
ถ้าเห็นให้ได้จริงๆว่าโทษของความตระหนี่คือความหวงผิดๆ
และโทษของพยาบาทคือความดิ้นรนเสียแรงเปล่าให้กับการก่อเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ
เราจะยินดีให้ทรัพย์ส่วนเกิน ให้แรง ให้กำลังสติปัญญา เท่าที่จะเห็นใครควรช่วย
ไม่ใช่เพ่งเล็งแต่เฉพาะการทำบุญถวายสังฆทานหรือใส่เงินเข้าซองผ้าป่าซองกฐิน
นอกจากนั้นจะเต็มใจให้อภัย ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพเป็นพ่อพระแม่พระ
แต่เพื่อกำจัดเชื้อสายผู้ก่อการร้ายออกจากจิตวิญญาณตนเอง

๒) บุญอันเกิดจากการรักษาศีล
เพ่งเอาการกำจัดความสกปรกและต้นเหตุความเดือดร้อนในชีวิต
หากไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกเมียใคร ไม่โกหก และไม่กินเหล้าเมายาอี
ก็เท่ากับไม่หลงลอยไปตามกระแสบาปที่วิบากเก่าส่งเหยื่อมาล่อ
การปฏิเสธเรื่องยั่วให้ผิดศีลธรรมนั้น
คือการถอนตัวขึ้นจากหล่มวิบากชั่วทีละน้อย
แล้วพัฒนาขึ้นสู่ที่สูง ที่สะอาด ที่สว่าง ที่สงบ
วิบากชั่วเดิมๆก็ถอยกำลังลง
วิบากดีเป็นของเดิมและเป็นของใหม่ก็ได้ช่องให้ผล
อาจค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย หรืออาจพรวดพราดทันตา
ขึ้นอยู่กับปัจจัยบวกในอดีตและปัจจุบันเข้มข้นเพียงใด

๓) บุญอันเกิดจากการเจริญสติปัญญาเห็นตามจริง
เล็งเข้ามาที่ใจเป็นหลัก ใจเห็นไหมว่าความคิดมาก
ความหมกมุ่นคาราคาซังกับปัญหา
ความน้อยใจชะตาชีวิต
ความมีใจใส่กับเรื่องของคนอื่นเกินจำเป็น ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่เป็นต้นเหตุทุกข์
หากหางานใหม่ที่ไม่เป็นโทษให้กับใจ
สนุกกับการรู้ สนุกกับการดูความไม่เที่ยงของใจในอารมณ์ต่างๆ
ก็จะปล่อยวางกันที่สิ่งเกาะใจทั้งหลายอันเป็นต้นเหตุทุกข์
เมื่อใจไม่มีต้นเหตุทุกข์ก็ย่อมเบาสบาย ไม่เป็นทุกข์เป็นธรรมดา

เมื่อทำความเข้าใจว่าบุญมี ๓ ประเภทใหญ่ๆอย่างนี้
ก็คงพอตอบคำถามที่ว่าทำไมบางคนทำบุญมากถึงยังเป็นทุกข์
คำตอบคือเขายังขาดความใจที่ครบถ้วน
หรือยังทำบุญไม่ครบวงจร

หากทำบุญครบวงจรตามหลักของพุทธศาสนาแล้ว
จะไม่มีเงื่อนไขไหน สถานการณ์เลวร้ายอันใด
รบกวนจิตใจให้เป็นทุกข์ได้เลย

อย่างไรก็ตาม ขอให้เห็นใจกันมากๆด้วยนะครับ
เพราะบางคนยังไม่พร้อมจะทำบุญให้ครบวงจร
โดยเฉพาะบุญข้อ ๒ กับข้อ ๓ นั้น
ยุคนี้อาจทำกันยากหน่อย
เมื่อเห็นใครทำบุญมากๆจนเหมือนหลงบุญ
ก็อย่าเพิ่งไปว่าเขา ขอให้มองว่าเขายังอยู่ในระหว่างเริ่มต้นเตาะแตะ
หรือเขาอาจจะพยายามทำบุญข้อ ๒ กับข้อ ๓ อยู่
เพียงแต่กำลังยังไม่พอ และยังต้องเดินทางอีกหน่อยครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:07   ตอบโดยอ้างข้อความ

ศรัทธาและปัญญา พิมพ์ว่า:
ขออนุโมทนาบุญกับมหากุศลที่คุณดังตฤณได้อาศัยพุทธธรรมในการไขข้อข้องใจรวมถึงชักนำให้ผู้ไม่รู้อย่างผมและคนอื่นๆได้เข้าใจและเห็นทางเข้าสู่ธรรมอย่างแท้จริงครับ
ขอให้พลังทางกายและจิตวิญญาณของคุณดังตฤณเข้มแข็งเพื่อกิจการงานเผยแพร่ธรรมครั้งยิ่งใหญ่นี้ต่อไปครับ


ขอบคุณมากครับ
ผู้ยินดีในบุญย่อมลอยอยู่ในกระแสบุญ
ขอให้เราอยู่ท่ามกลางความสว่างของแสงสัทธรรมแห่งองค์พระศาสดาร่วมกันครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:07   ตอบโดยอ้างข้อความ

จักรพงษ์ พิมพ์ว่า:
เคยได้ยินคนตายโหงมักวนเวียนอยู่ในที่เกิดเหตุแล้วหาคนที่ถึงฆาตให้มาตายในจุดเดียวกันเพื่อเป็นตัวแทนจริงหรือไม่


ไม่จริงหรอกครับ คิดกันไปเองมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ภพของคนตายโหงนั้นแตกต่างจากระนาบนึกคิดแบบเราๆมาก
บางทีเหตุผลของการผูกโยงอยู่กับที่เดิมๆนั้น
ก็แค่ว่าไม่อาจลืมอารมณ์ก่อนตายได้
เช่นถ้าฆ่าตัวตายด้วยความน้อยใจ
ความน้อยใจก็ผูกเขาไว้กับที่ และเหมือนฝันว่าฆ่าตัวตายด้วยความน้อยใจซ้ำๆ
อารมณ์เศร้าที่หนาแน่นจะเป็นกำแพงปิดแสงสว่าง
ทั้งจากบุญเก่าของตนเอง และจากการพยายามแผ่เมตตาช่วยของคนอยู่ข้างหลัง
หรืออย่างถ้าถูกรถชนตาย ภาพสุดท้ายทำให้ตกใจอย่างรุนแรง
ความตกใจนั้นก็จะเป็นพันธนาการ
จนกว่าแรงส่งแห่งความตกใจจะคลายลงตามกฎอนิจจัง
เขาจึงค่อยระลึกถึงบุญหรือบาปเก่าๆออก
บุญหรือบาปที่เคยทำมาก็จะจัดส่งไปสู่คติใหม่อีกทอด

จักรพงษ์ พิมพ์ว่า:
การทรงเจ้าเข้าผีมีจริงหรือไม่เห็นปัจุบันมีหลายสำนัก


ตอบแบบฟันธงคือมีจริงครับ
แต่เก๊เสียมาก ตีเสียว่าเกินครึ่งไปเยอะก็แล้วกัน
และแม้ของจริง ก็ต้องกรองอีกว่าเจ้าที่มาลงนั้นดีแค่ไหน
เป็นสัมมาทิฏฐิแท้ๆหรือไม่
สมัยหนึ่งผมเคยตระเวนไปดูๆเพราะเป็นคนคุ้นเคยกัน
กี่แห่งๆก็เห็นพระพุทธเจ้าเป็นเทพอยู่บนสวรรค์เขตหนึ่ง
จะแนะนำได้เป็นสัมมาทิฏฐิก็ระดับทำบุญรักษาศีล
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ศึกษาเอาจากคนที่มีตัวตน
และพิสูจน์ได้ว่าพูดตรงตามพระพุทธเจ้าดีกว่าครับ
ไปตามสำนักแล้วเสี่ยงเปล่าๆ

จักรพงษ์ พิมพ์ว่า:
สมัยพุทธกาลมีเทวดาที่มีฤทธิ์ปรากฏตัวเพื่อจุดประสงค์บางอย่างได้ทำไมปัจจุบันไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวบ้างเพื่อคนจะได้เชื่อว่ายังมีภพอื่นอยู่


ว่ากันตามหลักฐานตามบันทึก ก็ต้องบอกว่าเทวดามาขอความช่วยเหลือ
เพราะพระสงฆ์ในพุทธศาสนานั้นเป็นเนื้อนาบุญ
และปฏิบัติธรรมถึงขั้นมีฤทธิ์มีเดชได้เหนือเทวดา
สมัยพุทธกาลมีพระดีอยู่มาก ก็เป็นธรรมดาที่จะมีบันทึก
ว่าเทวดามาฟังเทศน์ฟังธรรม หรือเทวดามาขอความช่วยเหลือ
น้อยครั้งที่จะมีการบันทึกว่าเทวดามาให้ความช่วยเหลือหรือคำแนะนำใคร

ปัญหาคือปัจจุบันเหลือคนที่ดีพอจะให้เทวดามาขอความช่วยเหลือน้อยลง
และคนที่ดีพอก็จะไม่ค่อยคลุกคลีกับสังคมเมือง
แต่จะอยู่ตามป่าตามเขาเหมือนครั้งพุทธกาล
เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าแปลกใจถ้าเราจะไม่รู้ไม่เห็น
อีกประการหนึ่ง แม้ยังมีพระที่สอนเทวดาได้จริง
ท่านก็ไม่ได้เอามาเล่า ไม่ได้เอามาโอ้อวดให้คนกังขาหรือเกิดความคิดด้านลบต่อท่าน

สรุปคือการติดต่อระหว่างเทวดากับมนุษย์นั้น
ถ้าเอาตามหลักฐานที่เชื่อถือได้อย่างพระไตรปิฎก
ก็ควรเป็นว่ามนุษย์ผู้ประเสริฐควรเป็นที่พึ่งของเทวดา
พระไตรปิฎกไม่ได้สอนให้คนไปพึ่งพาเทวดาแต่อย่างใด
ซึ่งก็น่าเสียดายที่ชาวพุทธในไทยเราอาจไม่ทราบข้อเท็จจริงประการนี้
จึงยังมีช่องทางหากินให้พวกสิบแปดมงกุฎ
อ้างอิงว่าการพึ่งเทวดาเป็นเรื่องของชาวพุทธอยู่ต่อไปครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:08   ตอบโดยอ้างข้อความ

June พิมพ์ว่า:
คนที่ฆ่าตัวตายที่หลงในบางความเชื่อเรื่องการละทิ้งกายเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานขั้นสูงกว่า เคยได้ยินเกี่ยวกับลัทธินี้มั้ยคะ จะบอกแม่ของคนตายให้ทำใจได้อย่างไร ในเมื่อลูกชายที่เรียนเก่ง ฉลาด และเป็นคนร่าเริงน่ารักอยู่ๆก็ฆ่าตัวตายโดยคว่ำกระจกทุกบนในห้อง (เหมือนเคยอ่านเรื่องกระจกกับคนฆ่าตัวตายในเตรียมเสบียง)


มนุษย์นั้นพิเศษกว่าสัตว์ในภพภูมิอื่นประการหนึ่งก็ตรงความเชื่อนี่แหละครับ
ความเชื่อของมนุษย์อาจเป็นอะไรที่เหลวไหลไร้สาระอย่างสิ้นเชิง
หรืออาจจะเกิดจากสติปัญญาเห็นแจ้งในธรรมะขั้นสูงแล้ว
ทุกรูปแบบ ทุกระดับความเชื่อ หาได้ไม่จำกัดจากภพภูมิมนุษย์นี่แหละ

เดรัจฉานก็มีความเชื่อในการดำรงชีวิตของพวกมันอย่างหนึ่ง
เปรตก็มีความเชื่อในการดำรงชีวิตของพวกมันอย่างหนึ่ง
เทวดาก็มีความเชื่อในการดำรงชีวิตของพวกท่านอย่างหนึ่ง
ในภพภูมิเหล่านั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเชื่อได้
หรือถ้าได้ก็เป็นอะไรที่อยู่ในกรณียกเว้นพิเศษจริงๆ
เช่นมีคนทรงอำนาจธรรมะยิ่งใหญ่ไปโปรด

แต่สำหรับภพมนุษย์นั้น วิบากเก่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางความเชื่อในต้นวัย
เขาเคยทำอะไรมา หรือยุยงส่งเสริมใครให้เห็นถูกหรือเห็นผิด
ต้นวัยก็จะคล้อยตามกระแสความเชื่อแบบนั้นๆ
หรือมีปัจจัยมาบีบให้ตกอยู่ใต้อำนาจความเชื่อแบบนั้นๆเหมือนเคย

อย่างไรก็ตาม ชีวิตมนุษย์มีช่วงเปลี่ยนวัย
แต่ละวัยเป็นโอกาสเปลี่ยนความเชื่อ
หากโตพอจะปรับปรุงความเชื่อเก่าๆด้วยการพบเจอครูดีใหม่ๆ
ความเชื่อก็ถูกปรับแก้ได้ไม่ยาก
และเมื่อความเชื่อตัวเดียวเปลี่ยนไป
เส้นทางประกอบกรรมก็เปลี่ยนแปลงตามอย่างสิ้นเชิง

น่าเสียดาย และน่าแสดงความเห็นใจแก่ผู้อยู่ข้างหลังครับ
วิบากเก่าของน้องเขานำไปพบจุดจบเสียก่อนจะทันเจอใครเปลี่ยนแปลงความเชื่อผิดๆในต้นวัย
ก็คงต้องทำใจวางเฉยตามหลักพรหมวิหารข้อสุดท้าย
คือเห็นตามจริงว่าทุกคนมีกรรมเป็นที่พึ่ง มีกรรมเป็นตัวกำหนดภพภูมิ
ดังคำพระศาสดาที่ว่า "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" นั่นเอง
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:08   ตอบโดยอ้างข้อความ

littlelion พิมพ์ว่า:
300 ตัวอักษร รู้สึกน้อยจังค่ะ บางทีอยากอธิบายคำถามนิดหน่อยก็หมดซะแล้ว พอขึ้นอันใหม่ ก็กลัวไม่ต่อกัน กลัวพี่จะอ่านลำบากนะคะ


ถ้าไม่จำกัดความยาวบางทีไม่ทราบว่าประเด็นคำถามอยู่ตรงไหน
การจำกัดอักษรน่าจะช่วยตีกรอบให้ผู้ตั้งคำถามคิดถึงประเด็นได้กระชับขึ้น
ซึ่งก็จะสะดวกกับตัวผมเองเวลาอ่านและทำความเข้าใจในเวลาอันจำกัดครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:08   ตอบโดยอ้างข้อความ

ฟ้า พิมพ์ว่า:
ทำไมพี่ตุลย์ถึงใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 แทนตัวละครชายว่าฉันล่ะคะ ถึงจะไม่ผิดหลักภาษาแต่มันทำให้เข้าใจผิดได้นะคะ ตอนที่อ่าน 7 เดือนบรรลุธรรมก็คิดว่าตัวเอกเป็นผู้หญิงอยู่ตั้งนาน เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นผู้ชาย เลยต้องอ่านซ้ำเพื่อปรับความรู้สึกกันใหม่ เพราะในจินตนาการของตัวเองมีแต่ภาพผู้หญิงมาตลอด


เป็นความจงใจครับ
ที่จริงอยากเขียนให้ตลอดเรื่องไม่รู้ว่าเป็นชายหรือหญิง
เพื่อให้คนอ่านรู้สึกว่าเป็นตัวเองได้ด้วยซ้ำ

สรรพนาม "ฉัน" นี่นักเขียนชายเก่าๆก็ใช้กันนะครับ
ไม่เฉพาะว่าต้องเป็นผู้หญิงหรอก
ขึ้นไปข้างบน

ไปที่หน้า ก่อนหน้า  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7  ถัดไป
หน้า 4 จาก 7

 
>> หน้าแรกดังตฤณวิสัชนา
ไปที่:  
Admin Log in

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group